บั้งไฟพญานาค 2554
ออกพรรษา ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 บั้งไฟพญานาค พบโผล่พ้นน้ำโขงหลายจังหวัดรวม 181 ลูก แต่นักท่องเที่ยวกลับไม่คึกคัก เนื่องจากลดลงกว่าครึ่ง จากภัยน้ำท่วม
ผู้สื่อข่าวรายงาน ว่า เมื่อวันที่ 12 ต.ค.54 ที่ผ่านมา ได้มีนักท่องเที่ยวจำนวนมากเดินทางมาชมปรากฏการณ์ธรรมชาติบั้งไฟพญานาค ที่ริมฝั่งแม่น้ำหนองคาย เนื่องในวันออกพรรษา ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 ซึ่งจากการรวบรวมข้อมูลอย่างไม่เป็นทางการในหลายจังหวัด สามารถนับได้ 181 ลูก แต่เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา พบจำนวนนักท่องเที่ยวลดลงเกินครึ่ง
จากการรวบรวมข้อมูลสถิติการรายงานของศูนย์ข้อมูลข่าวสารสถานีวิทยุกระจาย เสียงแห่งประเทศไทยจังหวัดหนองคาย พบว่า ปีนี้มีบั้งไฟพญานาคเกิดขึ้นดังนี้ ที่ อ.รัตนวาปี เกิดที่บ้านตาลชุม 79 ลูก, บ้านน้ำเป 21 ลูก, อ.โพนพิสัย เกิดบั้งไฟพญานาคที่บ้านหนองแก้ว 60 ลูก, วัดหลวง 1 ลูก, หน้า อบต.จุมพล 17 ลูก, อ.เมืองหนองคาย พบที่บ้านเดื่อ 1 ลูก และ หน้าวัดอุบมุง ต.บ้านม่วง อ.สังคม 2 ลูก รวม 181 ลูก
นอกจากนี้ยังมีรายงานว่า จังหวัดบึงกาฬ เกิดบั้งไฟพญานาคที่แก่งอาฮง อ.เมืองบึงกาฬ 13 ลูก, บ้านท่าไคสี อ.บึงโขงหลง 4 ลูก และภายในบึงโขงหลง 2 ลูก
บั้งไฟพญานาค ตำนาน ความเชื่อหรือความจริง
บั้งไฟพญานาค ความจริง..ที่ไม่ใช่เพียงตำนานและความเชื่อ
บั้งไฟพญานาค เป็นที่ทราบกันดีว่า วันออกพรรษาของทุกๆ ปี จะตรงกับวัน ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 ซึ่งในปีนี้ตรงกับวันพุธที่ 12 ตุลาคม 2554 ในวันดังกล่าวตามภาคต่างๆ จะมีงานประเพณีที่จัดขึ้นเนื่องในวันออกพรรษา และหนึ่งในประเพณีที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี และเป็นที่สนใจของคนไทยทั้งประเทศก็คืองาน ''บั้งไฟพญานาค'' มนต์ขลังความมหัศจรรย์ดินแดนแห่งพุทธศาสนาเมืองพญานาค ที่จัดขึ้นที่ อ.โพนพิสัย จ.หนองคาย
โดยในทุกๆ ปี จะมีประชาชน ทั้งชาวไทย และชาวต่างชาติ ให้ความสนใจและเดินทางมาชมบั้งไฟพญานาคกันเป็นจำนวนมาก และมีแนวโน้มเพิ่มจำนวนมากขึ้นทุกๆ ปี สำหรับงานเทศกาล ''บั้งไฟพญานาค'' ถือเป็นงานเทศกาลที่ได้รับการยกย่องจากนิตยสารของอังกฤษ ว่าเป็น 5 กิจกรรมในประเทศไทย ที่นักท่องเที่ยวทั่วโลกไม่ควรพลาด โดยกิจกรรมทั้ง 5 ประเภท ได้แก่
1. เทศกาลสงกรานต์
2. งานประเพณียี่เป็ง จังหวัดเชียงใหม่
3. งานบั้งไฟพญานาค จังหวัดหนองคาย
4. งานประเพณีบุญบั้งไฟ จังหวัดยโสธร
5. งานเทศกาลร่มบ่อสร้าง จังหวัดเชียงใหม่
ประชาชนที่มารอชมบั้งไฟพญานาคในวันออกพรรษา
ประชาชนที่มารอชมปรากฏการณ์บั้งไฟพญานาคในวันออกพรรษา
ใครที่ได้มาสัมผัสและได้ชมปรากฏการณ์ ''งานบั้งไฟพญานาค'' นั้น มีความเชื่อว่า จะนำความโชคดี ความรุ่งเรืองมาให้ ดังเช่นดวงไฟที่พุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า ล่าสุดเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2554 ที่ผ่านมา ได้มีการจัดแถลงข่าว การจัดงาน ''บั้งไฟพญานาคโลก'' ขึ้น ณ อาคารอเนกประสงค์ริมโขง ท่าวัดไทย อ.โพนพิสัย จ.หนองคาย โดยในปีนี้ได้กำหนดชื่องานเป็นภาษาอังกฤษด้วย เพื่อให้เข้ากับคอนเซปต์ ''งานบั้งไฟพญานาคโลก'' โดยใช้ชื่อว่าว่า ''โพนพิสัย เวิร์ด นาคา ไฟเออร์ บอล เฟสติวัล'' (Phon Phisai world Nakha Fire Ball Festival)
นายวิรัตน์ ลิ้มสุวัฒน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคาย กล่าวว่า ''เป็นที่ทราบกันแล้วว่า วันออกพรรษาของทุกๆ ปี ตรงกับวัน ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 สำหรับปีนี้ ตรงกับวันพุธที่ 12 ตุลาคม 2554 ที่ จังหวัดหนองคาย จะมีปรากฏการณ์ ที่มีความมหัศจรรย์ นั่นคือ ปรากฏการณ์ลูกไฟที่ผุดขึ้นมาจากแม่น้ำโขงอย่างมากมาย ซึ่งจะปรากฏให้เห็นเฉพาะที่จังหวัดหนองคายเท่านั้น ตั้งแต่ช่วงจาก อำเภอสังคม ลงมาจนถึง อำเภอรัตนวาปี และเลยไปจนถึงจังหวัดบึงกาฬ ตั้งแต่อำเภอปากคาด จนถึง อำเภอบุ่งคล้า ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ ที่คนทั่วโลกรู้จักกันในนามของของ ''บั้งไฟพญานาค'' การจัดงาน ''โพนพิสัยบั้งไฟพญานาคโลก'' ที่ อำเภอโพนพิสัย ครั้งนี้ จะจัดขึ้นในระหว่างวันที่ 11-21 ตุลาคม นี้ รวม 11 วัน 11 คืน
การจัดงานบั้งไฟพญานาคนี้ มีวัตถุประสงค์ ดังนี้คือ
1. เพื่อประชาสัมพันธ์เผยแพร่ชื่อเสียงของอำเภอโพนพิสัย และจังหวัดหนองคาย ให้คนทั่วประเทศและทั่วโลกได้รู้จัก ในความที่เป็นเมืองน่าอยู่ เมืองแห่งตำนานพุทธประวัติ ที่เป็นความเชื่อของเมืองหนองคาย ที่เชื่อว่าพญานาคจุดบั้งไฟขึ้น เพื่อถวายเป็นพุทธบูชา แด่พระพุทธเจ้า ในคราวที่ท่านเสด็จลงจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ กลับมายังโลกมนุษย์ นอกจากนั้นยังได้มาร่วมกิจกรรมทางพระพุทธศาสนาอีก เช่น การทำบุญมหากุศล 9 วัด, การทำบัญตักบาตรเทโวพระสงฆ์ 99 รูป, การหล่อพระ, พิธีพุทธาภิเษก, การเจริญศีล, สวดมนต์ภาวนาและนั่งสมาธิ(Meditation), การบูชาวัตถุมงคล รวมถึงการได้มีโอกาสเดินทางไปนมัสการพระคู่บ้านคู่เมือง ของชาวจังหวัดหนองคาย อันได้แก่ หลวพ่อพระใส, หลวงพ่อพระสุก, หลวงพ่อพระเสริม, หลวงพ่อพระเสี่ยง, หลวงพ่อพระเจ้าองค์ตื๊อ เป็นต้น
2. เพื่อส่งเสริมขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงามของท้องถิ่น ซึ่งทำให้บ้านเมืองมีแต่ความสามัคคี เป็นบ้านเมืองที่มีความสุข เป็นบ้านเมืองที่น่าอยู่ นำไปสู่วิสัยทัศน์ของจังหวัดหนองคาย คือ ''เมืองน่าอยู่อับดับ 1 ของภาคอีสาน''
“บั้งไฟพญานาค” เป็นปรากฎการณ์ของการเกิดลูกไฟสีชมพูพวยพุ่งขึ้นจากกลางลำน้ำโขงสู่อากาศ โดยลูกไฟนั้นไม่มีควัน ไม่มีกลิ่น ไม่มีเสียง พุ่งสูงประมาณ 20-30 เมตร แล้วหายไปโดยไม่มีการโค้งตกลงมายังพื้น เช่น บั้งไฟทั่วๆ ไป ขนาดของบั้งไฟพญานาคนั้นมีตั้งแต่ขนาดเท่าหัวแม่มือ กระทั่งขนาดเท่าฟองไข่ไก่ เกิดขึ้นเป็นจำนวนไม่แน่นอน บั้งไฟพญานาคจะขึ้นตั้งแต่เวลา 6 โมงเย็นจนถึง 2-3 ทุ่ม สถานที่เกิดมักเป็นลำน้ำโขง ในท้องที่อำเภอโพนพิสัย อำเภอปากคาด อำเภอสังคม อำเภอศรีเชียงใหม่ จังหวัดหนองคาย จังหวัดบึงกาฬซึ่งเป็นจังหวัดที่ 77 ของไทยและบริเวณอื่นๆ บ้าง เช่น ตามห้วยหนองที่อยู่ใกล้แม่น้ำโขง
“บั้งไฟพญานาค” จะเป็นปรากฏการณ์ที่แน่นอน คือตรงกับ วันออกพรรษา วันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 ถ้าปีใดมีเดือน 8 สองหน ปรากฏการณ์นี้จะเกิดขึ้นในวันแรม 1 ค่ำ เดือน 11 ซึ่งตรงกับวันออกพรรษาของลาว ส่วนในปี 2554 นี้บั้งไฟพญานาคตรงกับวันออกพรรษา ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ.2554
"บั้งไฟพญานาค" เป็นปรากฏการณ์ ที่เกิดขึ้นในวันออกพรรษาของทุกๆ ปี ของจังหวัดที่ติดแม่น้ำโขง เช่น จังหวัดหนองคาย จังหวัดบึงกาฬ เป็นต้น มีลักษณะเป็นดวงไฟพวยพุ่งขึ้นจากกลางลำน้ำโขงสู่อากาศ สูงประมาณ 20-30 เมตร โดยที่ไม่ได้มีเสียง กลิ่น ควัน และประกายไฟเลย ดับหายไปในอากาศเฉยๆ ไม่ตกลงมา จนเกิดเป็นประเด็นถกเถียงกันอย่างกว้างขวางในสังคมไทยยุคไฮเทคโนโลยี ซึ่งข้อถกเถียงต่างๆ สรุปแล้วก็จะตั้งอยู่บนสมมุติฐาน 2 ประการ คือ
1. สมมุติฐานที่ไม่เชื่อว่าพญานาคมีจริง คนกลุ่มนี้จะเห็นว่า พญานาคเป็นเพียงเรื่องปรัมปราที่เล่าสืบต่อๆ กันมา จึงไม่เชื่อว่า ดวงไฟที่ลอยขึ้นมาจากลำน้ำโขงคือ บั้งไฟพญานาค ดังนั้น จึงมีการตั้งสมมุติฐานกันว่า อาจจะเกิดมาจากฝีมือของมนุษย์ หรือเป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ แต่สุดท้ายก็ไม่สามารถหาหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ใดๆ มาพิสูจน์ได้อย่างแน่ชัดเจนว่า บั้งไฟพญานาคเกิดจากสิ่งใดกันแน่
2. สมมุติฐานที่เชื่อว่าพญานาคมีจริง กลุ่มนี้จะเป็นผู้ที่เคารพ นับถือพญานาคสืบเนื่องกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษยาวนานนับพันปี รวมไปถึงชาวพุทธที่ศึกษาคำสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จนเกิดความเชื่อมั่นว่า คนเราตายแล้วไม่สูญ ชีวิตในโลกหน้ามีจริง ซึ่งพญานาคนั้นก็เป็น ภพภูมิหนึ่งใน 31 ภพภูมิของชีวิตหลังความตาย ที่เกิดขึ้นด้วยอำนาจของกฎแห่งกรรม
เหตุการณ์สำคัญที่ทำให้เกิดบั้งไฟพญานาคก็มีอยู่ว่า เมื่อหลายพันปีก่อน ในสมัยพุทธกาล พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรางเสด็จไปจำพรรษาที่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เพื่อโปรดพุทธมารดา จนท่านบรรลุเป็นพระโสดาบัน ครั้นเมื่อถึงวันออกพรรษา พระพุทธองค์ก็เสด็จลงจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ และเปิดโลกทั้ง 3 ด้วยพุทธานุภาพ เพื่อให้สัตว์ทุกภพภูมิได้เห็นกันและกัน ทั้งเทวดา มนุษย์ สัตว์นรก สัตว์เดรัจฉาน เปรต อสุรกายต่าง ได้เห็นกันและกันด้วยตาเนื้อ สรรพสัตว์ทั้งหลายที่ได้เห็นพุทธานุภาพในวันนั้น ต่างตั้งความปรารถนาเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งในอนาคต หนึ่งในนั้นก็คือ พญานาค เมื่อเห็นเช่นนั้นแล้วจึงเกิดกุศลศรัทธามาก ได้เปล่งวาจาตั้งความปรารถนาเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งในอนาคต
พญานาคร่วมกันบูชาพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ดังนั้น เมื่อถึงวันเข้าพรรษา พญานาค และเหล่าบริวารจะออกมาจำศีลภาวนาที่ใต้ลำน้ำโขง ด้วยจิตที่เลื่อมใสในพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พอถึงวันออกพรรษา ก็จะกระทำการบูชาพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยดวงประทีป ที่กลั่นจากใจใสๆ ที่ท่านได้ตั้งใจจำศีล ประพฤติพรหมจรรย์มาตลอด 1 พรรษา และอธิษฐานขอให้ได้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งในอนาคต
พญานาคมี 4 ตระกูลด้วยกัน
เพิ่มเติม
ภาพถ่ายแปลกๆ วีดีโอแปลกๆ นั้น มันก็จะมีจริงบ้างไม่จริงบ้าง แต่ส่วนใหญ่นั้นจะไม่จริง(ภาพถ่ายวีดีโอ ยกเว้นรูปที่เกี่ยวรอยงูแปลกๆนั้นเป็นของจริงซะส่วนใหญ่) เพราะความเชื่อที่ทำให้อยากจะเจอของจริงมากๆพอเห็นอะไรแปลกๆแล้วก็เลยพาลทำให้คิดไปแนวนั้น
แต่....ไม่ได้หมายความว่าพญานาคไม่มีจริง เพราะโดยปกติวิสัยแล้ว สิ่งเหล่านี้จะปรากฏออกมาให้คนได้เห็นก็ต้องเป็นกรณีพิเศษจริงๆ ต้องเคยเกียวข้องกันมาแต่ภพชาติก่อนๆ ถึงจะมาให้กันเห็นได้ ไม่ใช่ไม่เคยเกี่ยวข้องกันเลย แต่จะออกมาโชว์ตัวให้คนอื่นเห็นเป็นสาธารณะนั้นเป็นสิ่งที่ไม่สมควรทำ เช่น คนเราทุกคนมีสิ่งที่ต้องปกปิดไว้บ้างไม่มากก็น้อย ทั้งเรื่องความดีเลิศ ความเก่งกาจ หรือความน่าอายก็ตาม ซึ่งก็ล้วนแต่จำเป็นที่จะต้องไม่ให้คนทั่วไปรู้หรือได้เห็นได้โดยง่าย ไม่งั้นคนเราจะใส่เสื้อผ้าทำไม เพราะถ้าคนเรามาเปิดเผยร่างกายให้คนทั่วไปได้เห็นเป็นสาธารณะ มันก็หมดคุณค่าหมดราคา จะต้องให้เห็นได้เฉพาะคนที่คู่ควรเท่านั้น
พญานาคก็เหมือนกัน ไม่ใช่สิ่งที่จะมาปรากฏให้เห็นกันได้ง่ายๆ หากไม่มีเหตุอันควร คนที่เชื่อทุกคนล้วนแล้วแต่ประสบพบเจอกับเหตุการณ์ที่บ่งชี้ได้ว่า พญานาคนั้นมีจริง จะมากหรือน้อยนั้นอาจจะไม่เท่ากัน บางคนเห็นแค่งูยักษ์ แต่เป็นงูยักษ์ที่ผิดกับวิสัยงูธรรมดา ซึ่งตรงกับความฝันก่อนนี้ว่าจะมีพญานาคมาหา
หรือพระอริยะสงฆ์ทีท่านเน้นการปฏิบัติภาวนากรรมฐาน ในช่วงที่ท่านธุดงค์อยู่ในป่าเขาลำเนาไพร ท่านก็เคยเห็นพญานาคตัวเป็นๆแบบเต็มตัวมาแล้วก็มีมากเหมือนกัน (ลักษณะที่ท่านได้บอกกล่าวมาคือ ท่านอยู่ในถ้ำของภูเขาลูกหนึ่ง
มีพญานาคมากราบท่านที่หน้าปากถ้ำ มีลักษณะเป็นงูยักษ์ที่มีขนาดใหญ่มาก ลำตัวนั้นยาวไปพาดกับภูเขาอีกลูกหนึ่ง มีหงอนสีแดง เกล็ดดำสนิทเหมือนนิล มีแผงคอเหมือนม้า นัยตาสีแดง เป็นพญานาคที่อาศัยอยู่บริเวณแม่น้ำใต้สะพานที่ท่านใช้เดินออกบิณฑบาตรทุกวัน เกิดความเลื่อมใสศรัทธาก็เลยหาโอกาสมากราบฟังธรรมจากท่าน มีครั้งหนึ่งท่านถามประมาณว่า พญานาคตัวใหญ่แบบนี้ทุกท่านเลยหรือ พญานาคก็ตอบว่า จะให้มีขนาดตัวใหญ่เท่าไหนก็ได้ จะเล็กขนาดไหนก็ได้ แล้วแต่ใจจะคิด...(เป็นคำบอกเล่าจาก หลวงปู่ชอบ ฐานสโม คำบอกเล่านี้เป็นคำบอกกล่าวที่ท่านได้บอกแก่พระลูกศิษย์ของท่าน ซึ่งผมได้มาพิมพ์บอกจากความจำ อาจจะมีตกหล่นไปบ้างก็ขออภัย wanwan017))
และอีกอย่างคือ การที่พญานาคต้องพ่นไฟทุกวันออกพรรษานั้นก็เพื่อเป็นพุทธบูชา ถวายพระพุทธเจ้าในวันที่พระองค์เสด็จลงมาจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ในครั้งที่พระพุทธเจ้าเสด็จไปโปรดพุทธมารดา (พุทธมารดาของพระพุทธเจ้าไปอุบัติขึ้นที่เทวโลกชั้นที่ 4 คือชั้นดุสิต ซึ่งเป็นชั้นที่เกี่ยวข้องกับพระโพธิสัตว์มากที่สุด ซึ่งพระพุทธเจ้าเสด็จไปประทับที่ชั้นดาวดึงส์(ชั้นที่ 2) แล้วตรัสให้เทวดาไปเชิญให้พุทธมารดาลงมาฟังธรรมที่ชั้นดาวดึงส์จนกระทั่งพุทธมารดาบรรลุธรรมเป็นพระโสดาปัตติผล ซึ่งในที่นั้นได้มีเทวดาอีกจำนวนหลายโกฏิที่บรรลุธรรมเช่นกัน)
พญานาคนั้นมีอยู่ทั่วโลก มีทั้งสัมมาทิฎฐิ และมิจฉาทิฏฐิ มีทั้งที่บูชาพระพุทธเจ้าและไม่บูชา (ส่วนใหญ่แล้วบูชาพระพุทธเจ้า) การที่พญานาคจะพ่นไฟแบบที่ให้เราได้เห็นกันนั้น จะต้องอาศัยการบำเพ็ญศีล (จำไม่ได้ว่าศีล 5 หรือ ศีล 8 แต่คิดว่าน่าจะเป็นศีล 8 )
ที่เครงครัด อยู่ในสถานที่ของตน ในช่วงเข้าพรรษาซึ่งเป็นช่วงที่พระพุทธเจ้าเสด็จไปสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ โดยต้องบำเพ็ญตลอดพรรษา และการบำเพ็ญดังกล่าวนั้นจะต้องไม่ถูกรบกวนจากจิตใจที่ดำมืดของมนุษย์ที่อยู่ด้านบนในบริเวณใกล้ๆที่บำเพ็ญของพญานาคด้วย เพราะความหนาของกิเลสจะไปกระทบจิตของพญานาคด้วย โดยพญานาคนั้นจะพากันบำเพ็ญศีล บำเพ็ญธรรมกันอย่างเต็มที่อยู่แล้ว แต่หากมนุษย์ด้านบนขาดศีลธรรมกันมาก การสร้างไฟที่จะถวายเป็นพุทธบูชาก็จะเป็นไปได้ยาก
เพราะการขาดศีลธรรมของมนุษย์นั้นมักจะไปกระทบจิตของพญานาคทำให้พญานาคมีจิตโทสะได้ง่าย การสร้างไฟบูชาจึงยากขึ้น
ดังนั้นหากปีไหนที่มนุษย์ด้านบนใกล้ๆบริเวณที่พญานาคจะพ่นไฟ
มีศีลธรรมครบกันมาก ก็จะทำให้ปีนั้นมีพญานาคที่พ่นไฟเป็นพุทธบูชาได้
เยอะ
แต่หากปีไหนที่มนุษย์ด้านบนใกล้ๆบริเวณที่พญานาคจะพ่นไฟ
มีศีลธรรมครบกันน้อย ก็จะทำให้ปีนั้นมีพญานาคที่พ่นไฟเป็นพุทธบูชาได้
น้อย
ไฟที่พ่นเป็นพุทธบูชานั้นทำได้ยากมาก ไม่เหมือนกับไฟธรรมดา หรือ พิษที่พญานาคสามารถพ่นออกมาได้โดยกำเนิดซึ่งมาจากบุญที่ทำมาก่อนจะมาเป็นพญานาค
*** และที่สำคัญที่สุดคือ หากพญานาคประสงค์จะฆ่ามนุษย์นั้น เพียงแค่มองมนุษย์ด้วยความโกรธมากเท่านั้นก็ทำให้มนุษย์เป็นขี้เถ้าไปแล้ว ดังนั้นนี้ก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่พญานาคมักจะไม่ค่อยออกมาให้มนุษย์ได้เห็น
ดังนั้นอะไรที่คนทั่วไปยังไม่เคยเห็น ไม่ใช่ว่าไม่มีจริง เพราะคนที่เคยเห็นมาแล้วก็ยังมีอยู่
VIDEO
ที่มา
www.dmc.tv/pages
more .